banner
320
พฤหัสบดี ที่ 15 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2561 แก้ไข admin

ใคร..ใคร..ก็รักผม ลูกหลานสวนหย่อม

 

นางสาวทองพูล   บัวศรี

ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

          เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้งในบ่ายสองของวันพฤหัสบดี  ในขณะที่กำลังมีการถ่ายทำรายการหนึ่งเรื่องกระบวนการช่วยเหลือครอบครัวเร่ร่อน  เล่าถึงวิธีการการทำงานแบบกัดติด รูปแบบครูข้างถนน   แต่ครูไม่ได้รับสาย

          จนครูนา  หัวหน้าสำนักงานของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  ไลน์มาว่า “ พนักงานกวาดถนน  แจ้งว่ามีเด็กเร่ร่อน สองคนพี่น้อง  เด็กชายอายุ 6 ปี เป็นพี่ และมีน้อง อายุ 4 ปี พ่อถูกจับสามเดือนที่แล้ว แม่หนีไปกับผู้ชาย  ปล่อยเด็กให้อยู่กับคนเร่ร่อนที่เมาเหล้า อาศัยนอนที่สวนหย่อมหน้าสำนักงานเขตบางกะปิ  เคยโทรแจ้ง มูลนิธิสยาม  ทางมูลนิธิสยามโทรแจ้งตำรวจ  ตำรวจโทรกลับว่าให้นำเด็กไปลงบันทึกประจำวัน   ทางพนักงานจึงโทรแจ้งมาที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ”  โดยให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ด้วย

          จนห้าโมงเย็นของวันพฤหัสบดี  โทรกลับไป พร้อมบอกว่าวันศุกร์ขอลงไปพบเด็กๆๆ  และคุณปรานี (พนักงานกวาดถนน)   เมื่อไปแล้วขออนุญาตโทรหาอีกครั้งหนึ่ง

          เวลาสิบเอ็ด อาสาสมัครโทรหาครูอีกครั้งว่าออกมายังพื้นที่แล้วหรือยัง  เพราะฝนตกหนักมาก  อยากให้รีบมา ทุกคนคอยความหวังจากครูอยู่  เพราะเป็นองค์กรเดี่ยวที่รับปากว่าจะลงพื้นที่  องค์กรอื่นๆให้บอกว่าโทรหาตำรวจ แล้วตำรวจจะดำเนินการนำส่งให้

          ครูเองต้องมีการเคลียร์บัญชีค่าใช้จ่าย ทุกวันศุกร์  ศุกร์นี้มีหลายเรื่องที่ต้องการด้วย  เพราะต้องมีงานเข้าไปทำกิจกรรมกับ ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านปรานี  ในอาทิตย์หน้าและต้องประสานงานให้เสร็จด้วย

          ฝนฟ้าไม่เป็นใจเอาเลย  ตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปยังตลาดบางกะปิก่อน  ส่วนสถานที่ค่อยเดินถามคนบริเวณแถวนั้นเอาที    เมื่อถึงตลาดบางกะปิก็ใช้วิธีไล่เดินถาม จนเดินมาถึงสถานที่  เห็นเด็กสามคนวิ่งอยู่ด้วยความสนุกสนานกัน




          คนแรกชื่อน้องไข่มุก  อดีตเคยเป็นเด็กที่แม่เอาทิ้งไว้อย่างนี้เหมือนกัน แม่พาลูกเร่ร่อนด้วยอายุแม่เพียง 15 ปี ที่เข้าบ้านไม่ได้  สุดท้ายพาลูกมานอนสวนหย่อมแห่งนี้  แม่ค้าที่ขายของไหว้พระ เอ่ยขอเป็นบุตรบุญธรรม  ด้วยตัวแม่ค้ามีลูกชายสองคนที่โตแล้ว   แม่จึงยกให้  แม่ของหนูน้อยได้กลับไปเรียนต่อ แล้วมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว

          สำหรับเด็กสองคนที่เป็นเรื่องแห่งความรักของของนายบัง กับนางสาหร่าย   คนโต เป็นเด็กที่อ้วนผิวพรรณดี  แต่ด้วยไม่ได้อาบน้ำมาแล้วสี่วัน  ตัวจึงส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว (คนของคนเร่ร่อน)  กางเกงที่ใส่อยู่เป็นกางตัวใหญ่...ดำสนิทเพราะการกลิ้งเกลือกกับถนน ที่นอน  ส่วนเสื้อที่ใสเป็นเสื้อของเด็กผู้หญิง แถบด้วยมีสร้อยไข่มุกสีขาวอยู่บนคอ   แก้มทั้งสองข้างมีรอยสีแดง ซึ่งใช้สีทาเล็บมาทาที่แก้มทั้งสองข้างแดงเป็นดวงบนแก้ม  คนโตเป็นเด็กที่ฉลาดสามารถเลี้ยงน้องได้

          น้องคนเล็กซึ่งทุกคนบอกว่าอายุประมาณ 4 ปี  แต่คาดการณ์จากรูปร่างที่ผอมโซ   การเดินเหมือนขาไม่แข็งแรง  ผอมยาม มอมแมมไม่ต่างกับคนพี่เลย   แต่น้องใส่เสื้อกันหนาวสีแดง  กางเกงในไม่ได้ใส่  ใส่แพมเฟิสตัวเดียว  แต่อาจจะหลายวันแล้วก็ได้  เพราะกลิ่นทั้งปัสสาวะ อุจจาระ ปนกันออกมา  แถมด้วยไม่ได้อาบน้ำมาแล้วสี่วัน  แต่เด็กก็เฉยๆ  พี่ๆที่เป็นอาสาสมัครต่างวิ่งกันหาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน จนน้องบอกว่าไม่ต้องการเปลี่ยนร้องไห้เสียงดังขึ้นมา ทุกคนเลยต้องหยุดในความปรารถนาดีครั้งนี้

          คุณปรานีเป็นคนที่โทรศัพท์แจ้งมายังมามูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  โทรหาครูอีกครั้งเพราะว่าเกือบสองโมงแล้ว   ความจริงครูมาถึงนานพอสมควรแต่ขอทำความรู้สึกกับเด็กก่อน  ในขณะนั้นเด็กทั้งสามคนก็นั่งกินขนมอยู่กับครูเรียบร้อยแล้ว  แต่ถามอะไร  น้องทูน คนโตก็บอกเพียงถามแม่สร้อย....น้องคนเล็กชื่อตูน  นั่งกินอย่างเดียว  พอประเมินร่างกาย ประเมินจิตใจ คงต้องประสานงานส่งต่อในเรื่องการรักษาพยาบาล  และคิดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องเอกสารของเด็กด้วย  เพราะใช้ชีวิตเร่ร่อนมาเกือบสองปี แล้ว  เอกสารทั้งหลายคงอันตะธานหายไปหมดแล้ว



          เมื่อมาพบกันที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว น้ำดื่ม  มีอาสาสมัครกว่า 10 คน ที่ให้ข้อมูล  ได้รับข้อมูลคราวๆที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ  เริ่มด้วย ครอบครัวนี้มาลูกออกมาเร่ร่อน กว่า 2 ปีแล้ว นอนที่สวนหย่อมแห่งนี้ เดิมมีพ่อแม่อยู่ด้วย เด็กถึงจะนอนกลางดินกินกลางทราย ความสุขอยู่กับครอบครัวก็ยังอยู่  พ่อไม่ทำมาหากินอะไรเลย  ชอบลักขโมยงัดแงะไปเรื่อยๆโดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ สามารถแกะคันนั้น เอาอะไหล่มาใส่คันนี้แล้วก็ขับได้ด้วย  ช่างน่าอัศจรรย์ของคนบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก   พ่อใช้ความรุนแรงกับลูกและเมีย  ลูกกูเมียกูอย่ายุ่ง  คนที่ยุ่งก็เลยโดนด่าบ้าง ไล่ตีเข้าบ้าง   ทุกคนก็คนจนชาชิน  ความรัก ความสงสารเด็กจึงรอจังหวะในการช่วยเหลือ  มีบางคนแช่งพ่อมันให้ตายเด็กจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ  ได้เล่นตามประสาเด็ก

          แม่รักลูกมาก ดูแลอาบน้ำเป็นอย่างดี มีหน้าที่พาลูกน้อยสองคนเดินขอทานเอาเงินมาให้ผัวกินเหล้า  พวกอาสาสมัครทั้งหลายพยายามส่งคนไปพูดคุยให้แม่พาลูกกลับบ้านนอก  แต่เมียก็เฉย บอกมีความสุขดี  การพาลูกไปขอทานแบบนี้เป็นการฝึกให้เด็กช่วยตนเองในอนาคต   จนทุกคนต้องถอย   ไม่อย่างนั้น  ฝ่ายชายจะทำร้ายร่างกาย  แม่ของเด็กพูดกับผู้ปรารถนาตลอดเวลาว่า อย่างมีผัวเดียวเมียเดียว  ต้องการรักษาความเป็นครอบครัวให้ยืนยาวที่สุด ที่ลูกผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ เพราะคำว่า "ลูก"  ซึ่งเกิดมาจากความรัก ความผูกพัน สายใย แห่งภาระหน้าที่  ถึงแม่ของเด็กจะพิการ คอติดกับไหล่  แต่ลูกน้อยสองคนก็คือ "หัวใจของแม่"

          แต่ทุกคนก็เฝ้ามอง เฝ้าดู  แบ่งปันอาหาร เสื้อผ้า  อุปกรณ์ของใช้  มีบางครั้งมีคนใจดีพาเด็กไปอาบน้ำ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้  ฝ่ายพ่อก็จะเอาไปขาย  สุดยอดมากเรื่องเล่าขานจากพี่ๆทั้งหลาย


          เมื่อได้รู้ข้อมูลทุกคนก็จ้องมาที่ครูว่าจะตัดสินอย่างไร  เอาเด็กไปเลยไหม....ครูเลยถามว่าใครรู้ว่าชื่อเด็กชื่อจริงว่าอะไร  ทุกคนเงียบได้แต่มองหน้ากัน  แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาต้องค้นกระเป๋า  จึงบอกว่าเดี่ยวแบ่งหน้าที่กันทำนะ

          1.เริ่มจากพี่ ปรานี เป็นคนที่คุ้นเคยกับเด็กมากที่สุด  ไปค้นกระเป๋า หาเอกสารมา   พี่ปรานีเดินไปที่กองกระเป๋าที่หลบอยู่ข้างพระพรหม  มีกระเป๋าสามใบ ส่วนมากคือเสื้อผ้าของแม่เด็ก ส่วนของพ่อเหลืออยู่ชุดเดียวเท่านั้น  ของเด็กไม่มีอะไรเลย  ยังมีสมุดธนาคารกสิกรไทย  มีชื่อแม่เด็ก นางสาวสาหร่าย (นามสมมุติ)  อยู่หนึ่งเล่ม

          2.ใครรู้จักเด็กมากที่สุด  รู้ว่าพ่อเด็กชื่อจริงว่าอะไร  มีพี่จำเริญ เป็นชาวอิสราม  บอกพ่อเด็กชื่อ บัง....แต่ไม่ทราบว่าชื่อจริง เป็นชาวอิสราม  ที่มีรกรากอาศัยอยู่มีนบุรี   แต่ไม่มีพี่น้องคนไหนเขาอย่ายุ่งเกี่ยงกับเจ้าบัง  เพราะทำให้ครอบครัวเดือดร้อนด้วยความประพฤตินอกกรอบของศาสนา

          3. เมื่อครูประมวลข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งดูรายละเอียด สิ่งที่ต้องดำเนินต่อในการหาเอกสารของเด็ก ระยายาวแน่นอน  จึงบอกทุกคนที่นั่งล้อมครูว่า  ครูขออนุญาต ที่ต้องประสานงานกับหัวหน้า บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพ คุณปุ้ (นายฐานวัฒน์  พรนิธิดลวัฒน์) ซึ่งได้ไลน์คุยรายละเอียดบางส่วนตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว   เมื่อทุกคนเห็นว่าต้องช่วยเหลือเร่งด่วน นำเด็กทั้งสองคนออกพื้นที่  ครูหยิบโทรศัพท์ ปลายสายเป็นหัวหน้าบ้านฯ  ครูขอความช่วยเหลือที่ต้องเอาเด็กออกจากพื้นที่สวนหย่อม  ด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน

          -ทั้งพ่อและแม่ไม่หายออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะพ่อถูกจับข้อหาขโมยรถมอเตอร์ไซด์ ไปประมาณสามเดือนแล้ว  เด็กเหลือแต่แม่ที่เป็นที่รัก  ด้วยสี่วันที่แล้วแม่ได้หายไปจากออกอีกคน  จึงเหลือแค่สองคนพี่น้องที่ต้องอยู่ปะปนกับคนเร่ร่อนบริเวณสวนหย่อม

          -เด็กเริ่มตกเป็นเครื่องมือขอผู้ใหญ่เร่ร่อน ที่แสวงหาประโยชน์จากตัวเด็ก เมื่อวันพุธ-วันพฤหัสบดี   คนที่เมาในพื้นที่ ให้เด็กไปนั่งที่โคนพระพรหมเวลาใครเดินมาก็ให้เด็กบอกว่าขอเงินไปซื้อข้าว นม ให้เด็ก  นั่งประมาณชั่วโมงเดียวได้หลายร้อยบาท  เมื่อมีคนไปว่า ก็ถูกย้อนกลับมาว่า แม่มันฝากไว้กับกู  กูจะทำอะไรก็ได้เพราะมันคือสมบัติของกู  มึงอย่างยุ่งสมบัติอันล้ำค่าของกู ลูกของกู  กูจะทำอะไรก็ได้    หลังจากนั้นคนนั้นก็เอาเงินทั้งหมดไปซื้อเหล้ากินจนเมาเหมือนหมายังนอนไม่ตื่น   แล้วทุกคนก็ชี้ให้ครูเห็น

          -ที่นอนของเด็กนอนปนเปกับคนไร้บ้าน/คนเร่ร่อน   เมื่อคนเหล่านี้เมาเหล้าจะทะเลาะกันเอง  เด็กทั้งสองจะโดนลูกหลงไปด้วย  เพราะเวลาหลับนอนหลับสนิทมาก   ยุงก็เยอะไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเลยทุกประการ

พร้อมกับส่งรูปของเด็กทั้งสองคน  อาสาสมัครทุกท่านส่งรูปให้ครูมากมายไปหมด  จำนวนกว่า 10 คน ครูส่งรูปให้หัวหน้าบ้านทันที  ประมาณห้านาทีต่อมา หัวหน้าโทรกลับมาบอกว่า ส่งเจ้าหน้าที่                   

คุณสาโรจน์ มาให้ครูจิ๋วแล้ว  ถึงแล้วคงโทรหาครูครับ

ครู :::   ขอบใจมาก  ครูคอยอยู่ที่พื้นที่

หัวหน้าบ้านฯ    ขอบคุณครับเช่นช่วยงานของพวกผม....

ครูก็หันไปบอกทุกคนว่า  รออีกสักครู่ เจ้าหน้าพนักงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก  พ.ศ. 2546 กำลังเดินทางมา  มาจากอนุสาวรีย์ไกลหน่อยนะค่ะ

 

4.เมื่อต้องรอเจ้าหน้าที่ ครูจึงเดินเข้าไปคุยกับเด็ก  เพื่อสร้างความคุ้นเคยกันอีกครั้ง เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่มาแล้วไม่ต้องการเห็นเด็กอุ้มขึ้นรถไปแล้วร้องไห้   ชวนเด็กกินข้าว ขนม นม นั่งเล่นกัน  อาสาสมัครทุกคนนั่งมองสิ่งที่ครูทำ   สองคนตระโกนบอกว่าเด็กมันก้าวร้าว ครูระวังตัวนะเดี๋ยวมันด่าเอา   ครูเลยไปนั่งที่นอนซึ่งมีคนเมานอนอยู่ข้างๆๆ  ครูเองได้กลิ่นเหล้าก็แทบเมาไปด้วยแล้ว   เด็กทั้งสามคนก็นั่งเล่นกับครูเป็นอย่างดี นั่งกินข้าวกัน อย่างสนุกสนาน  ต่างก็ชมว่าขนมของครูอร่อยมาก  น้ำขวดก็อร่อย   เปล่าเรื่องน้ำใจของครูมากกว่า เสร็จแล้วก็วิ่งกันอย่างมีพลังที่มากมาย วิ่งจนเหนื่อยแล้วก็มาดื่มน้ำ

5.เมื่อเจ้าหน้าที่ของบ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพ จำนวน 3 คน เดินมาหาครู อาสาสมัครกว่าสิบคน ก็บอกกล่าวมากมาย  เจ้าหน้าจึงถามครูว่าจะเอาอย่างไร  จึงบอกว่าทำตามขั้นตอนของ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กก่อน  เริ่มต้น

-พาเด็กทั้งสองคน  ช่วยเอาเพื่อนไปด้วย เดินกันไปที่สถานีตำรวจลาดพร้าว  อยู่ห่างจากสวนหย่อมประมาณ 300 เมตร   คนโตเจ้าทูน เดินจับมือครูแน่นมาก  ตามด้วยน้องคนเล็ก เดินตามกันมา   เป็นภาพที่ครูเองก็ชื่นใจที่เข้ากับเด็กได้ แต่มีเสียงร้องไห้กระซิก กระซิก เรียกหาสาหร่าย สาหร่าย  อยากไปหาสาหร่าย

จนมาถึงโรงพัก  ความกระตือรือร้นของตำรวจ ด้วยมีเสียงที่ดังของตำรวจนายหนึ่ง  บอกว่า เมื่อวานมีคนแจ้งมา แล้วทำไหมไม่เอามาตั้งแต่เมื่อวาน  อาสาสมัครของครูหน้าจ๋อยไปตามๆๆกัน   ครูจึงเข้าไปชี้แจ้งว่า  ทุกคนเขาคอยครู  และครูเองก็ต้องพนักงานของรัฐที่ทำหน้าที่โดยตรง  เพราะต้องดำเนินการอีกหลายเรื่องด้วยกัน  เสียงนั้นจึงเงียบไป   แล้วมีนายตำรวจอีกท่านหนึ่งเดินมา  แล้วเข้ามาบอกให้ลงบันทึกประจำวัน  แล้วถ่ายรูปกับเด็ก  ครั้งนี้เสียงเด็กร้องไห้อีกครั้ง  จึงต้องบอกว่าแบ่งหน้าที่กันทำงานเถอะ

6.เจ้าหน้าท่านหนึ่งลงบันทึกประจำวัน พร้อมให้พี่ปรานีเล่ารายละเอียดว่าพบเด็กอย่างไร  และทำหนังสือส่งตัว  เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งคุยกับตำรวจ เมื่อค้นหาเอกสารของพ่อ แม่ และตัวเด็ก

เริ่มตัวแม่เด็ก จนได้เอกสารแสดงตนว่ามีบัตรประชาชน มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ที่จังหวัดนครสวรรค์ 

ค้นหาของพ่อไม่เจอ  จึงต้องหาของเอกสารลูก  คือน้องทูน  (เด็กชายไวทูน......เกิดปี 2556)  ได้เอกสารแสดงตนของเด็ก  แล้วมีชื่อพ่อ

ได้ชื่อพ่อ พร้อมรูปถ่าย  จึงให้น้องทูนกับน้องตูน   ดูว่าใช้รูปของพ่อกับแม่หรือ  เสียงดังฟังชัดว่าใช่ครับ  พ่อบัง.....  แม่สาหร่าย.... 




7.สำหรับครูก็พาเด็กทั้งสามคน  รวมน้องไข่มุกที่เป็นเพื่อน  มานั่งกับพื้น นั่งกินขรมอันแสนอร่อยด้วย  จนท้ายเสียงร้องไห้ก็เงียบ  มีแต่เสียงเคี้ยวก็ขนมก็เริ่มด้วย  คนละ 2 อัน  ตำรวจหลายคนก็เริ่มเอาขนม ผลไม้มาให้ด้วย  แต่กลายเป็นการถูกถ่ายรูปจำนวนมากเพื่อเป็นผลงานบนโรงพัก   แต่ครูเองก็เงียบเพราะคิดว่าเด็กได้รับประโยชน์  

8.เมื่อได้บันทึกประจำวัน ได้เอกสารส่งตัวเด็กเข้ารับการคุ้มครอง  ได้เอกสารของเด็กคนโตคนเดียว  สำหรับน้องตูนไม่มีอะไรเลย  จึงคุยกับเจ้าหน้าที่นักงานของรัฐ ว่าคงต้องพาไปโรงพยาบาล  สำหรับแม่เด็กและเอกสารของน้องตูน  ฝ่ายครูจะช่วยดำเนินการคงต้องงานประสานกันอีกยาวนะ  ขอบใจมากทั้งสามคน

ครูเองก็กอดเด็กทั้งสองคน  ซึ่งเด็กก็กอดตอบ  แล้วหันมาบอกป้าครับ  ผมจะไปหาแม่สาหร่ายแล้ว...ป้าไปเยี่ยมผมบ้างนะ....หาแม่สาหร่าย หาแม่สาหร่าย ......